[x] ปิดหน้าต่างนี้
 




 

  
ตรวจกระดูก
โดย : ด   เมื่อวันที่ : พุธ ที่ 16 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2562   


ตรวจกระดูก สิ่งสำคัญสำหรับวัยสูงอายุ
กระดูกเป็นโครงพยุงร่างกายและแหล่งสะสมแคลเซียมสำคัญ หากละเลยอาจมีเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุนโดยไม่ทันตั้งตัว เสี่ยงพิการถาวรได้!

กระดูก (Bone) เป็นโครงสร้างที่สำคัญ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโครงร่างพยุงร่างกายแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมที่สำคัญอีกด้วย ความผิดปกติของกระดูกที่พบในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การหักหรือแตก (Fracture) เนื่องจากอุบัติเหตุ ซึ่งพบได้ในทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตาม ในผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การตรวจสุขภาพกระดูกเป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ เพราะจะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถวางแผนป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งภาวะกระดูกพรุนนี้ หากใครเป็นขึ้นมา เวลาหกล้มหรือหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วกระดูกหัก ก็มีโอกาสพิการตลอดชีวิตได้
การตรวจสุขภาพกระดูกคืออะไร?
การตรวจสุขภาพกระดูก คล้ายกับการตรวจสุขภาพทั่วไปแต่มุ่งเน้นไปที่สุขภาพของกระดูก เพื่อวางแผนป้องกัน และลดความเสี่ยงต่อต่อภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือว่าเป็นภัยเงียบที่อันตรายมากเพราะภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือกระดูกบาง (Osteopenia) จะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะทราบเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยต่อกระดูก แต่อุบัติเหตุนั้นทำให้กระดูกหักและการเชื่อมต่อกันเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ มีรายงานว่าผู้ป่วจำนวนมากมีกระดูกผิดรูป กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และเสียชีวิตภายในหนึ่งปีเนื่องจากอาการแทรกซ้อนต่างๆ หลังจากประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก ด้วยเหตุนี้การตรวจสุขภาพกระดูกจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะจพทำให้แพทย์วางแผนการป้องกัน และรักษาได้อย่างทันท่วงที
วิธีตรวจกระดูก
การตรวจกระดูกกระดูกปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น ซักประวัติ ตรวจร่างกาย นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบพิเศษอีกหลายชนิด เช่น ตรวจเลือด ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นต้น
วิธีตรวจกระดูกที่เป็นที่นิยมมี 3 วิธี ดังนี้
1.  การสังเกตลักษณะภายนอกของร่างกาย (General appearance)
วิธีนี้ช่วยบ่งบอกถึงภาวะกระดูกพรุนได้ โดยในผู้สูงอายุที่มีกระดูกสันหลังค่อม ตัวเตี้ยลง อาจจะเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังพรุนหรือทรุดตัวได้ ข้อเสียของการสังเกตคือ กว่าจะพบภาวะผิดปกติดังกล่าว ผู้ป่วยมักจะมีภาวะกระดูกพรุนรุนแรงแล้ว
2.  ใช้ภาพถ่ายเอกซเรย์ (X-ray)
จากภาพถ่ายเอกซเรย์ของผู้ที่มีกระดูกพรุน จะพบว่าภาพบริเวณกระดูกมีสีดำขึ้น เพราะความหนาแน่นของกระดูกลดลง โพรงกระดูกกว้างขึ้น เห็นลายกระดูกหยาบๆ และในผู้ป่วยบางรายอาจจะเห็นขอบของกระดูกเป็นสีขาวชัดเจน นอกจากนี้ยังอาจเห็นรอยร้าวของกระดูก หรือการทรุดตัวของกระดูกด้วย มักพบความผิดปกติเหล่านี้โดยบังเอิญ ข้อเสียคือไม่สามารถบอกระดับความรุนแรงของภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนได้ชัดเจน ทำให้การประเมินผลการรักษาเป็นไปได้ยาก
3.  การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Minineral Density: BMD)
โดยใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำ 2 พลังงาน (Dual Energy X-ray Absorptiometry scanner หรือ DEXA scanner) วิธีนี้ผู้รับการตรวจจะสัมผัสรังสีเอกซเรย์น้อยกว่าการถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอกทั่วไป จึงนับว่าปลอดภัยสูง บริเวณที่นิยมทำการตรวจตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ กระดูกสันหลังระดับเอวและกระดูกสะโพก ใช้เวลาการตรวจเพียง 5-10 นาที ขึ้นกับบริเวณที่ทำการตรวจ ให้ผลเป็นค่าความหนาแน่นของมวลกระดูกเทียบกับค่ามวลกระดูกมาตรฐาน (T-score) โดย
o  ค่า T-Score มากกว่า -1 ขึ้นไป หมายถึง กระดูกหนาแน่นปกติ (Normal bone)
o  ค่า T-Score อยู่ระหว่าง -1 ถึง -2.5 หมายถึง เป็นโรคมวลกระดูกน้อยหรือกระดูกบาง (Osteopenia)
o  ค่า T-Score ต่ำกว่า -2.5 หมายถึง เป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
การตรวจกระดูกด้วยวิธีตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกจัดว่าแม่นยำกว่าวิธีอื่นๆ และสามารถใช้ติดตามผลของรักษาได้ด้วย ซึ่งการตรวจซ้ำสามารถทำได้ทุก 1-2 ปี หรือตามคำแนะนำของแพทย์
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของกระดูก?
ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของกระดูก มีดังนี้
•  ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
•  สตรีวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายที่มีภาวะเสี่ยงต่อมวลกระดูกต่ำ เช่น มีน้ำหนักตัวน้อย (BMI น้อยกว่า 19 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) รับประทานยาที่มีผลทำให้มวลกระดูกลดลง หรือมีประวัติกระดูกหัก เป็นต้น
•  ผู้ที่มีประวัติกระดูกหักบ่อยๆ แม้จะประสบอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย
•  ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิดที่ส่งผลต่อภาวะมวลกระดูกต่ำ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคต่อมไทรอยด์และโรคต่อมพาราไทรอยด์ เบาหวาน โรคตับเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง การดูดซึมของระบบทางเดินอาหารผิดปกติ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
•  ผู้ที่ได้รับยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยารักษาโรคลมชัก ยารักษามะเร็ง ยารักษาโรคไทรอยด์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังอาจจะมีผู้ที่มีความเสี่ยงอีกหลายกลุ่มที่ควรเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายต่อไป
การตรวจกระดูกมีประโยชน์อย่างไร?
ดังที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นแล้วว่า การตรวจสุขภาพกระดูก โดยตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ต่อการพิการที่จะเกิดขึ้นจากภาวะกระดูกพรุน นอกจากนี้ยังช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรง วางแผนการรักษา และติดตามผลการรักษาได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย
ก่อนเข้ารับการตรวจกระดูกควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
โดยทั่วไป การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนเข้ารับการตรวจ แต่หากสงสัยว่ามีการตั้งครรภ์ หรือมีประวัติการรักษาด้วยการกลืนแร่ หรือฉีดสารทึบแสงเพื่อการวินิจฉัยโรค ควรแจ้งต่อแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนการรักษา

อ่านบทความเรื่องตรวจกระดูกได้ที่นี่ https://www.honestdocs.co/bone-examination
https://www.honestdocs.co/bone-examination


เข้าชม : 18





Re หัวข้อ :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :


 

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยโสธร
๑๒๓ ถนนแจ้งสนิท ตำบลสำราญ  อำเภอเมือง  จังหวัดยโสธร
โทรศัพท์ ๐-๔๕๕๘-๖๐๗๐ , ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕  โทรสาร ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕
ติดต่อ webmaster : ityasonfe@gmail.com

Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05