[x] ปิดหน้าต่างนี้
 




 

  
ไข้หวัดใหญ่
โดย : ด   เมื่อวันที่ : จันทร์ ที่ 16 เดือน กันยายน พ.ศ.2562   


คู่มือ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza หรือ Flu) ฉบับสมบูรณ์

ทั้งอาการ การติดต่อ การป้องกัน การวินิจฉัยโรค การรักษา และภาวะแทรกซ้อน


โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่พบได้บ่อยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ แม้จะเป็นโรคที่ไม่อันตรายแต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น การรู้จักวิธีรักษาที่ถูกต้องก็จะช่วยรักษาโรคให้หายเร็วขึ้น และหากรู้จักวิธีการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะป่วยได้เช่นกัน
โรคไข้หวัดใหญ่ คืออะไร?
โรคไข้หวัดใหญ่ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า influenza เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอย่างฉับพลัน เชื้อที่เป็นต้นเหตุ คือ influenza virus มีอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ influenza A และ B ส่วน สายพันธุ์ C ไม่นับเป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เพราะมีความรุนแรงน้อย และไม่มีความสำคัญในการระบาด
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการที่รุนแรง นอกจากจะทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในคนแล้วยังเกิดในสัตว์ด้วย เช่น หมู นก และม้า เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วไวรัสที่อยู่ในสัตว์ชนิดใดก็จะก่อให้เกิดโรคเฉพาะในสัตว์ชนิดนั้น เช่น ไวรัสไข้หวัดนกก็จะเกิดโรคในสัตว์ปีกเป็นหลัก แต่สำหรับข่าวที่เคยดังมาหลายปีก่อนเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนกนั้นเกิดจากการที่ไวรัสมีการกลายพันธุ์ทำให้มีการติดต่อมายังมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั่นเอง
โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่ออย่างไร?
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่กระจายอยู่ตามละอองฝอยในอากาศที่ออกมาจากการไอ หรือจามของผู้ป่วย คนทั่วไปสามารถได้รับเชื้อโดยการหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเกิดการแบ่งเซลล์และทำให้ป่วยได้ภายใน 18 - 72 ชั่วโมงหลังจากรับเชื้อ
ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา
Common cold (ไข้หวัดธรรมดา) มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เช่น โคโรนาไวรัส (Corona virus) และ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ได้ แต่โดยทั่วไปไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการไอจาม น้ำมูกไหล เจ็บคอ คันคอ เป็นอาการเด่น และไม่ค่อยมีไข้และอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
เหตุผลที่ต้องแยกระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดาเพราะไข้หวัดใหญ่มีอาการที่รุนแรงและเกิดยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดา อีกทั้งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงบ่อยกว่าด้วย โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตได้ เช่น ติดเชื้อปอดบวม ทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้
สายพันธุ์ของโรคไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่เป็นไข้หวัดที่มีระดับความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดาแต่อาการเริ่มแรกมักไม่แตกต่างกันนัก อาการของแต่ละคนยังแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ ไข้หวัดใหญ่แบ่งได้เป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ โดยในแต่ละสายพันธุ์จะแบ่งตระกูลย่อยได้ออกมาอีกเป็น 4 ชนิดด้วยกัน
1.  ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็น A Michigan (H1N1) และ A Switzerland (H3N2) เป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง หากแพร่ระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากกว่าชนิดอื่นๆ เชื้อที่ตรวจพบในร่างกายมีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ได้สูง และสามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนได้ด้วย
2.  ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B แบ่งออกเป็น B Colorado (Victoria lineage) และ B Phuket (Yamagata lineage) เป็นไวรัสที่จะพบเชื้อได้ในคนเท่านั้น อาการไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A ส่วนมากจะเกิดการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาว เพราะสภาพแวดล้อมที่เชื้อไวรัสชนิดนี้ชอบคือ อากาศเย็นและแห้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคมที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ กลุ่มเสี่ยงที่หากได้รับเชื้อแล้วอาการจะรุนแรง คือ ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ
จากการเฝ้าระวังศึกษาการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อในไทย พ.ศ. 2562 ข้อมูลถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แยกเป็น A(H1N1) ร้อยละ 23.51 A(H3N2) ร้อยละ 18.17 และ B ร้อยละ 58.32
โดยการวิเคราะห์สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่แยกได้ในประเทศไทยได้ระหว่างเดือนมกราคม - มีนาคม 2562 โดยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ A(H1N1) พบเป็น A Michigan (H1N1) ร้อยละ 100 A(H3N2) พบเป็น A Switzerland ร้อยละ 35.00 และ A Singapore ร้อยละ 65.00 ส่วนเชื้อ B ในปีนี้มีความหลากหลายสายพันธุ์มากกว่าหลายปีที่ผ่านมาคือ พบ B Victoria lineage ร้อยละ 99.00 ที่เหลือเป็น B Phuket (Yamagata lineage) ร้อยละ 1.00 (ที่มาของข้อมูล: กรมควบคุมโรค)
ความแตกต่าง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B
หากเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ขึ้นมา อาการของสายพันธุ์ A จะมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ B อยู่มาก เพราะสามารถกลายพันธุ์ แลกเปลี่ยนสายพันธุกรรม ระหว่างไวรัสของมนุษย์กับหมู หรือ นกและสัตว์ปีกต่างๆ ทำให้เกิดไวรัสลูกผสมที่มีโอกาสระบาดในวงกว้างและรุนแรงมาก เช่น ไวรัส A H1N1 (2009) เกิดจากการผสมของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก ที่เกิดการระบาดขึ้นทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว แล้วสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ด้วย
ผู้ป่วยที่ติดไวรัสสายพันธุ์ A จึงต้องระมัดระวังตัวเอง ใส่ผ้าปิดจมูก หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด เพราะหากคนอื่นได้รับเชื้อและรักษาไม่ถูกวิธีก็เสี่ยงที่ไวรัสจะเกิดการกลายพันธุ์ได้ง่าย การรักษาก็จะทำได้ยุ่งยากมากขึ้น
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการของไข้สูง ตัวร้อน รู้สึกหนาว มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร ขมในคอ มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง คัดจมูก ซึ่งอาการต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอยู่นาน 6 - 10 วัน อาการจะค่อยๆ ทุเลาลง อาจไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ในบางรายอาจพบติดเชื้อที่ปอดอย่างรุนแรง หายใจลำบาก หอบเหนื่อย และอาจเสียชีวิตได้
สำหรับอาการของเด็กจะคล้ายคลึงกับผู้ใหญ่ เพียงแต่ในเด็กมักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลวมากกว่า ในเด็กเล็กจะสังเกตได้จากอาการร้องไห้งอแง อยู่ไม่นิ่ง บางรายอาจมีอาการคัดแน่นจมูก ในเด็กทารกมักมีอาการง่วงซึมและไม่ค่อยดื่มนม และอาจมีอาการหายใจลำบากได้
อาการแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่
อาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ โรคไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ หูชั้นกลาง และหูชั้นในอักเสบ รวมทั้งเกิดภาวะปอดอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดรุนแรงได้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่?
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันและผู้ที่น้ำหนักเกินเกณฑ์
การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่
การวินิจฉัยการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะใช้การซักประวัติ สอบถามอาการต่างๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะหากเกิดในช่วงที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาด การส่งตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงทางด้านหลังของช่องจมูก หรือจากเสมหะ และหากมีข้อสงสัยว่า เกิดปอดอักเสบ แพทย์จะทำการเอกซเรย์ปอดด้วย
วิธีการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนมากจะรักษาตามอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ยาต้านไวรัสโดยเฉพาะ หรือผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาเป็นรายๆ ไป เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวม จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง หากมีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และมีน้ำมูก ควรรีบมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ และสำหรับผู้ป่วยทั่วไป หากมีอาการป่วยแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรรีบมาพบแพทย์เช่นกัน
การปฏิบัติตัวเมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
1.  พบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา
2.  ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
3.  ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น และหมั่นล้างมือบ่อยๆ
4.  เช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ หากมีไข้สูง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เพราะไข้อาจกระตุ้นให้ชักได้ ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำธรรมดา ห้ามใช้น้ำเย็นจัด หรือน้ำแข็งเช็ดตัว
5.  หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
วิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สามารถปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยเน้นในเรื่องของการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
•  นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมผ่อนคลายเครียด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
•  หมั่นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ทุกวัน โดยควรเพิ่มปริมาณของผักและผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอาหารต้านหวัดต่างๆ
•  หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบอาหารรับประทาน และเมื่อผ่านการสัมผัสหรือจับต้องสิ่งของชนิดต่างๆ
•  หลีกเลี่ยงการคลุกคลีและสัมผัสกับผู้ป่วย ไม่ควรอยู่ในที่ที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
•  หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่
•  ไม่ควรใช้มือขยี้ตา เพราะอาจทำให้เกิดอาการอักเสบ แถมยังเป็นช่องทางในการทำให้เชื้อโรคสัมผัสกับเยื่อบุตาได้ง่าย
•  สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ
•  ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถดูแพ็คเกจวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ที่นี่
การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่มีการแพร่ระบาดมากขึ้นเรื่อยๆ การฉีดวัคซีนก่อนช่วงฤดูระบาดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ซึ่งจำเป็นต้องฉีดซ้ำทุกปี เพราะวัคซีนในแต่ละปีจะสามารถป้องกันการติดเชื้อเชื้อไวรัสที่เหมือน หรือคล้ายกับเชื้อที่ใช้ทำวัคซีนในปีนั้นๆ ซึ่งหากติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่วัคซีนที่ฉีดก็ไม่สามารถป้องกันได้
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำจากเชื้อที่ตายแล้ว ไม่มีผลในการก่อโรค จึงมีความปลอดภัยสูง ที่สำคัญวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกชนิดมีประสิทธิภาพไม่ต่างกัน สามารถช่วยป้องกันโรคได้ 70 - 80% และลดความรุนแรงของโรคได้ด้วย
ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝนแล้ว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนใน 7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี โดยเป็นวัคซีนแบบ 3 สายพันธุ์ (A Michigan (H1N1), A Switzerland (H3N2) และ B Colorado (Victoria lineage)) เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้
7 กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน
1.  หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 4 เดือน
2.  เด็ก อายุ 6 เดือน - 2 ปี
3.  ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค คือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย เบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด
4.  ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
5.  ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
6.  โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
7.  โรคอ้วน น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือมี BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม 2562 ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนใกล้บ้านที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามวันและสถานที่ดังกล่าว หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
ใครบ้างที่สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้
สามารถฉีดได้ทุกเพศทุกวัยซึ่งสามารถฉีดได้ตลอดปี โดยในเด็กสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ควรต้องฉีดอย่างยิ่ง และกลุ่มเสี่ยงสูงต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น
ผลข้างเคียงของวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุด คือ อาการปวด บวมแดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ และปวดเมื่อยเนื้อตัว ซึ่งควรหายได้เองภายใน 1 - 2 วันหลังฉีด
ส่วนกรณีที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต เกิดขึ้นได้น้อยมาก คือ แพ้วัคซีนอย่างรุนแรงที่เรียกว่า อะนาไฟแล็กซิส (Anaphylaxis) อาการจะปรากฏภายใน 2 - 3 นาที ถึง 2 - 3 ชั่วโมงหลังฉีด โดยอาจมีอาการหายใจไม่สะดวก เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงดัง ลมพิษ ซีดขาว อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็ว หรือเวียนศีรษะ หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
อีกกรณีของผลข้างเคียงจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่พบได้น้อยมาก คือ กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome) เป็นความผิดปกติของเส้นประสาท ซึ่งจะมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีอาการอ่อนแรงนานเป็นสัปดาห์ หรือเกิดขึ้นถาวรก็ได้
ภูมิต้านทานจะคงอยู่นานเท่าไร?
การศึกษาพบว่าภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากได้รับวัคซีน หรือติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ภูมิคุ้มกันจะคงอยู่แค่ฤดูเดียวหลังจากฉีดวัคซีน หรือได้รับเชื้อและไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ในฤดูต่อไปได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีจะช่วยลดโอกาสเป็นไข้หวัดใหญ่ได้มาก
ข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
•  เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน
•  คนที่มีประวัติแพ้ไข่อย่างรุนแรง เพราะ วัคซีนผลิตโดยใช้ไข่จากสัตว์
•  ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วมีอาการแพ้อย่างรุนแรง
•  หากมีไข้ หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือโรคประจำตัว มีอาการกำเริบ ควบคุมไม่ได้ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนไปก่อน
•  กรณีเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่มีไข้ สามารถรับการฉีดวัคซีนได้


อ่านบทความเรื่องไข้หวัดใหญ่ได้ที่นี่ https://www.honestdocs.co/influenza-stats
https://www.honestdocs.co/influenza-stats


เข้าชม : 31





Re หัวข้อ :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :


 

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยโสธร
๑๒๓ ถนนแจ้งสนิท ตำบลสำราญ  อำเภอเมือง  จังหวัดยโสธร
โทรศัพท์ ๐-๔๕๕๘-๖๐๗๐ , ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕  โทรสาร ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕
ติดต่อ webmaster : ityasonfe@gmail.com

Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05