[x] ปิดหน้าต่างนี้
 




 

  
วัณโรค
โดย : ด   เมื่อวันที่ : จันทร์ ที่ 16 เดือน กันยายน พ.ศ.2562   


วัณโรค คืออะไร?
วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อทางอากาศ สาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่ตัวโรคจะดำเนินต่อไป โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
•  การติดเชื้อระยะแรก (Primary TB Infection)
•  การติดเชื้อระยะแฝง (Latent TB Infection)
•  ระยะแสดงอาการหรือระยะอาการกำเริบ (Active Disease)
อนึ่งมีหลายล้านคนในโลกที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยไม่เคยเข้าสู่ระยะกำเริบเลย
การติดเชื้อระยะแรก (Primary TB Infection)
เชื้อวัณโรคติดต่อได้จากการหายใจ ดังนั้นถ้าสูดอากาศที่มีเชื้อวัณโรคปนอยู่ก็อาจจะติดเชื้อนี้ได้ เพราะเหตุนี้ ถ้าหากว่าอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ติดเชื้อวัณโรคระยะกำเริบที่มักไอหรือจามบ่อย ๆ ก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคได้มากขึ้น
โดยทั่วไประบบภูมิคุ้มกันจะทำลายเชื้อแบคทีเรียทันที แต่สำหรับคนที่มีเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophages) ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง เซลล์แมคโครฟาจจะล้อมรอบเชื้อไว้ และบังคับให้เชื้ออยู่ในภาวะสงบ ไม่แสดงอาการใดๆ การที่เชื้อแบคทีเรียอยู่ในภาวะสงบ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ กับร่างกายนั้น เรียกว่าเชื้อวัณโรคระยะแฝง ซึ่งเชื้อโรคอาจจะอยู่ในระยะนี้เป็นเวลาหลายสิบปี หรือตลอดทั้งชีวิตเลยก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ในประชากรบางกลุ่ม เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มคนที่เพิ่งติดเชื้อวัณโรคมาได้ไม่นาน หรือกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคไม่กี่สัปดาห์ ก็อาจแสดงอาการทันที
การติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB Infection)
เชื้อวัณโรคในระยะนี้จะอยู่ในภาวะสงบ คนที่ติดเชื้อระยะนี้จะไม่มีอาการใด ๆ และจะไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งสามารถตรวจพบการติดเชื้อระยะแฝงนี้ได้ด้วยการทดสอบปฏิกิริยาทางผิวหนัง (Tuberculin Skin Test) หรือการตรวจหาเชื้อวัณโรคในเลือดด้วยวิธี Interferon-gamma Release Assay (IGRA) นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคัดกรองหาเชื้อวัณโรคในกลุ่มคนที่มีโอกาสติดเชื้อสูง เช่น บุคลากรการแพทย์ ผู้ป่วยที่กำลังจะได้รับเคมีบำบัด หรือยากดภูมิ
ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องรักษาผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงทุกราย แต่จะเลือกรักษาเฉพาะคนที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่เชื้อจะพัฒนาเข้าสู่วัณโรคระยะกำเริบ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายต่อไป ในคนปกติที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีมีโอกาสเพียง 10 % ที่เชื้อวัณโรคระยะแฝงจะพัฒนาเป็นเชื้อวัณโรคระยะกำเริบ แต่ถ้าเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีโอกาสที่เชื้อจะพัฒนาจะมากกว่าเดิมหลายเท่า
วัณโรคระยะกำเริบ (Active TB)
ในระยะนี้ เชื้อโรคจะเพิ่มจำนวนและทำปฏิกิริยากับร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งการติดเชื้อวัณโรคที่ปอดเป็นวัณโรคระยะกำเริบที่พบมากที่สุด อาการที่พบได้ คือ
•  หายใจติดขัด
•  เจ็บหน้าอก
•  ไอ อาจจะมีเสมหะร่วมด้วยก็ได้
•  อ่อนเพลีย
•  หนาวสั่นและเหงื่อออกตอนกลางคืน
•  อ่อนแรง
•  น้ำหนักลด
•  หายใจมีเสียงหวีด
นอกจากวัณโรคที่ปอดแล้ว มีโอกาสที่จะติดเชื้อวัณโรคที่อวัยวะอื่นได้เช่นกัน เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ข้อต่อ สมอง หรืออวัยวะภายในอื่น ๆ ซึ่งอาการที่แสดงออกจะเหมือนกับอาการของวัณโรคที่ปอด และอาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับว่าติดเชื้อที่อวัยวะใด
ระยะการติดเชื้อวัณโรค
ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะแฝง (Latent TB Infection) ซึ่งเป็นระยะที่ยังมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย แต่ตัวเชื้อจะอยู่นิ่ง ผู้ที่ติดเชื้อในระยะนี้จึงไม่มีอาการใดๆ และจะไม่แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในระยะแฝงนั้นอาจเปลี่ยนเป็นระยะกำเริบ (Active Disease) ได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะคนที่เพิ่งได้รับเชื้อวัณโรคมาไม่เกิน 2 ปี ซึ่งมักมีความเสี่ยงติดเชื้อระยะกำเริบได้สูง นอกจากนี้คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่กำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือกำลังล้างไต ก็มีโอกาสที่เชื้อวัณโรคจะกำเริบได้ง่ายเช่นกัน
ถึงแม้ว่าการรักษาวัณโรคในปัจจุบันจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีหลายครั้งที่การติดเชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยกรมควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรคมากกว่า 1 ล้านคนต่อปีทั่วโลก
นอกจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) แล้ว วัณโรคอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอีกสายพันธุ์ที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม โบวิส (Mycobacterium bovis) เชื้อนี้พบได้ในสัตว์บางชนิด และสามารถแพร่มาสู่คนได้ เช่น เด็กที่ดื่มนมวัวที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออาจติดเชื้อวัณโรคสายพันธุ์นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศพัฒนาที่แล้ว วัวทุกตัวจะได้รับการตรวจสอบว่าติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ และนมส่วนใหญ่ก็ล้วนผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว
สถิติผู้ติดเชื้อวัณโรค
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา การติดเชื้อวัณโรคเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากปี ค.ศ. 1940 ที่มีการคิดค้นยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) และนำมาใช้ต้านเชื้อวัณโรคอย่างแพร่หลาย ประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงมาก ซึ่งในปัจจุบันการติดเชื้อวัณโรคสามารถพบได้มากที่สุดในทวีปแอฟริกา เอเชีย และภูมิภาคตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
จากการเก็บสถิติของกรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2013 พบสถิติของการติดเชื้อวัณโรคที่น่าสนใจดังนี้
•  1 ใน 3 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรค
•  มีประชากร 9 ล้านคนทั่วโลกป่วยจากการติดเชื้อวัณโรค
•  มีประชากร 1.5 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรค
•  การติดเชื้อวัณโรคเป็นสาเหตุที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตมากที่สุดจาก
การแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค
เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อทางการสูดหายใจเอาเชื้อในอากาศเข้าไป โดยเชื้อเหล่านี้มาจากการที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคในระยะกำเริบ ไอ จาม หรือพูด ทำให้มีละอองฝอยเล็กๆ ที่มีเชื้อทูเบอร์คูโลซิสแฝงอยู่ลอยมาในอากาศ เชื้อนี้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง และผู้ที่สูดอากาศส่วนนี้เข้าไปก็จะได้รับเชื้อวัณโรค
อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่หายใจรับเชื้อวัณโรคเข้าไปจะต้องป่วยเป็นวัณโรคทุกคน เพราะโดยทั่วไปเมื่อร่างกายรับเชื้อวัณโรคแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกำจัดเชื้อวัณโรคไปได้จนหมด แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เชื้อวัณโรคก็จะแฝงอยู่ในร่างกาย โดยยังไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ เรียกว่าเป็นการติดเชื้อระยะแฝง
อาการของวัณโรค
อาการทั่วไปของวัณโรคระยะกำเริบ
ได้แก่
•  รู้สึกไม่สบาย
•  เบื่ออาหารน้ำหนักลด
•  เหงื่อออกตอนกลางคืน
•  มีไข้เป็น ๆ หาย ๆ
•  ปวดตามตัว
•  อ่อนเพลีย
ปอดเป็นอวัยวะที่ติดเชื้อวัณโรคง่ายที่สุดในร่างกายเรียกภาวะนี้ว่า วัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis) ถ้าติดเชื้อวัณโรคที่อวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ปอดจะเรียกว่า การติดเชื้อวัณโรคนอกปอด (Extrapulmonary Tuberculosis)
อาการของวัณโรคที่ปอด
อาการของโรคนี้ที่พบมากที่สุดคือวัณโรคที่ปอด ในระยะแรกจะมีการไอแห้งๆ เพียงอย่างเดียว และมีอาการมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น ระยะต่อมาเวลาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในตอนเย็นและตอนกลางคืน ส่วนในระยะที่เป็นโรคมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ และไอแบบมีเสมหะติดเลือดปนด้วย หรือถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้ หากเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มปอดอาจมีน้ำเกิดขึ้นในช่องปอดและมีอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้เกิดอาการหอบมากขึ้น
อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอด ได้แก่ ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการไอที่ติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยเริ่มต้นจะมีอาการไอแห้งๆ ก่อนจะเริ่มมีเสมหะตามมา จนอาจไอเป็นเลือดได้ อาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง และมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน
การติดเชื้อวัณโรคนอกปอด
การติดเชื้อวัณโรคนอกปอดเกิดจากการที่เชื้อแพร่ผ่านทางเส้นเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย การติดเชื้อดังกล่าวทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้มากมายขึ้นกับตำแหน่งอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น
•  ที่ช่องท้อง: ท้องบวม ปวดท้อง
•  กระเพาะปัสสาวะ: ปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนกับปัสสาวะ
•  กระดูก: ปวดตามกระดูก
•  ศีรษะ: ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ง่วงนอน ซึมลง อาการคอแข็ง (Stiff Neck)
•  ข้อ: ปวด บวม ข้อติด
•  ไต: ปวดบริเวณสีข้าง เลือดออกปนกับปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยขึ้น
•  ต่อมน้ำเหลือง: บวมแดงบริเวณต่อมน้ำเหลือง
•  เยื่อหุ้มหัวใจ (เยื่อหุ้มที่คลุมรอบ ๆ หัวใจ): เส้นเลือดที่คอโป่งพอง หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก
•  อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย: ก้อนโตที่ถุงอัณฑะ
•  อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง: มีบุตรยาก ปวดอุ้งเชิงกราน เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
•  กระดูกสันหลัง: กระดูกสันหลังผิดรูป ปวดบริเวณกระดูกสันหลัง อ่อนแรงที่ขาทั้งสองข้าง
จากอาการที่กล่าวมาข้างต้นทำให้การวินิจฉัยวัณโรคนอกปอดนั้นเป็นไปได้ยากเนื่องจากอาการไม่จำเพาะจึงมักจะวินิจฉัยคลาดเคลื่อนเป็นโรคหรือสภาวะอื่น ๆ เสมอ
วัณโรคข้าวฟ่าง (Miliary TB)
วัณโรคข้าวฟ่างหรือวัณโรคระยะแพร่กระจายนี้เป็นภาวะฉุกเฉินของการติดเชื้อวัณโรคซึ่งหมายถึงการมีเชื้อวัณโรคเป็นจำนวนมากแพร่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางเส้นเลือด วัณโรคข้าวฟ่างพบบ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
อาการแสดงของวัณโรคข้าวฟ่างนั้นใกล้เคียงกับวัณโรคระยะอื่น ๆ กล่าวคือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ตัวสั่น อ่อนแรง หายใจลำบาก ทำให้การวินิจฉัยวัณโรคข้าวฟ่างนั้นเป็นไปได้ยากมากขึ้น หากวินิจฉัยภาวะดังกล่าวล่าช้า ในฟิล์มเอ็กซเรย์หน้าอกจะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ มากมายกระจายไปทั่วทั้งปอด
อาการของวัณโรคที่อวัยวะอื่น
เชื้อวัณโรคสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปสู่อวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้เช่นกัน เช่น กระดูก ไต ระบบทางเดินปัสสาวะ อวัยวะเพศ ลำไส้ หรือแม้แต่บนผิวหนัง และต่อมน้ำเหลือง และในบางครั้งอาจพบเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรคในเด็กที่เพิ่งรับเชื้อใหม่ ซึ่งเป็นอาการที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
หากมีอาการของวัณโรคที่ส่งผลกระทบต่อต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยมักมีไข้และคลำพบก้อนตามบริเวณต่อมน้ำเหลือง โดยที่พบบ่อยมักจะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝีและแตกออก ทำให้มีน้ำหนองซึมออกมาได้ และหากเชื้อส่งผลต่อเยื่อหุ้มสมองก็จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วย
เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
หลังจากผู้ป่วยสูดดมเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ เชื้อวัณโรคมักไปฟักตัวอยู่ที่ปอดกลีบบน ซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด ซึ่งก็มีเพียง 1 ใน 10 ของผู้รับเชื้อที่จะมีโอกาสติดเชื้อ
ปกติเชื้อวัณโรคมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4–8 สัปดาห์ อีกทั้งในระยะเริ่มแรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ซึ่งแทบจะไม่มีอาการปรากฏให้เห็น แต่หากพบว่ามีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด คุณควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามไปมากกว่าเดิม
ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันโรคดี การติดเชื้อก็จะกลายเป็นแค่การมีเชื้ออยู่เท่านั้น เชื้อวัณโรคจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่หลังจากนั้นหลายเดือนหรือหลายปี ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายอวัยวะหากภูมิต้านทานโรคอ่อนแอลง และจะเริ่มทำลายเซลล์ที่อยู่รอบๆ ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อค่อยๆ แสดงอาการออกมา
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค
เมื่อต้องสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดเชื้อวัณโรคระยะกำเริบ หรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจากสาเหตุต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคทั้งสิ้น
ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่พบได้มีดังนี้
•  ความยากจน
•  การติดเชื้อเอชไอวี
•  การเป็นบุคคลเร่ร่อน
•  การต้องโทษจำคุก
•  การใช้สารเสพติด
•  การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
•  ผู้ป่วยที่กำลังล้างไต
•  ผู้ป่วยที่เคยเปลี่ยนถ่ายอวัยวะและกำลังรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน
การตรวจวินิจฉัยวัณโรค
การตรวจวินิจฉัยวัณโรคนั้นทำโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่
1.  การเอกซเรย์ปอด วิธีนี้จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติของปอดที่เข้าข่ายลักษณะของวัณโรคปอด เช่น พบการอักเสบของปอดบริเวณปอดกลีบบน เนื่องจากเป็นส่วนที่ได้รับออกซิเจนมากที่สุด เป็นต้น
2.  การย้อมสีวัณโรคจากเสมหะ วิธีนี้จะทำในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคปอดเพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยจะใช้การเก็บเสมหะตอนตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน สามารถรู้ผลการตรวจภายใน 30 นาที แต่มีข้อเสียคือ มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้นเอง ดังนั้นแม้ผู้ป่วยเคยตรวจวัณโรคโดยวิธีนี้แล้วไม่พบการติดเชื้อวัณโรคในเสมหะ ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่
3.  การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือสามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80–90% แต่ข้อเสียคือใช้ระยะเวลานานเกินไป คือประมาณ 2 เดือนจึงจะทราบผล
เมื่อผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการตรงตามอาการของผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ และน้ำหนักตัวลด แพทย์จะเอกซเรย์ปอด ซึ่งหากพบอาการผิดปกติที่ปอดที่ตรงกับลักษณะของวัณโรค แพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะเพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค ซึ่งหากพบเชื้อวัณโรคก็สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามในบางครั้งผู้ป่วยที่ได้รับการเอกซเรย์ปอดและมีอาการตรงตามลักษณะของวัณโรค แต่เมื่อย้อมสีเสมหะแล้ว กลับไม่พบเชื้อวัณโรค แพทย์อาจวินิจฉัยและรักษาแบบวัณโรคปอดได้ แต่ต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
การรักษาวัณโรค
การรักษาวัณโรคจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น โดยการปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอด โรงพยาบาล หรือคลินิกแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปีหรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนโดยปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง
ข้อควรปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวัณโรค
1.  รับประทานยาวัณโรคตามที่แพทย์แนะนำจนครบกำหนด เพื่อป้องกันเชื้อวัณโรคเกิดการดื้อยา ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการผิดปกติหลังจากเริ่มรับประทานยาวัณโรค เช่น อาเจียน ปวดข้อ มีผื่น และปวดข้อ หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อปรับยาให้เหมาะสม และที่สำคัญต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย
2.  ในช่วงแรกของการรักษานั้น โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรก ถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรอยู่เฉพาะในบ้านเท่านั้น โดยอยู่ในห้องที่แสงแดดส่องถึงและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ควรแยกห้องนอนต่างหากด้วย ไม่ควรออกไปในที่ชุมชนและที่แออัด หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรสวมหน้ากากอนามัยด้วย
3.  ปิดปากทุกครั้งเวลาไอหรือจาม
4.  งดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล้า บุหรี่ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ และเนื้อสัตว์
5.  พักผ่อนให้เพียงพอ
6.  ผู้ใกล้ชิดควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอดด้วย ซึ่งในผู้ใหญ่นั้นหากเอกซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด จะถือว่าไม่เป็นวัณโรค ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ในเด็กเล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติ และหลังจากเอกซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด ก็ยังต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่าการตรวจทูเบอร์คูลีน หากผลออกมาเป็นบวก แพทย์จึงจะรักษาวัณโรค
สาเหตุส่วนใหญ่ของการรักษาที่ล้มเหลวนั้นเกิดจากตัวของผู้ป่วยเอง ที่ไม่ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว และต้องอาศัยความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ตรวจย้อมเสมหะแล้วพบเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อวัณโรคให้กับคนใกล้ชิดได้ ดังนั้นตัวผู้ป่วยเองควรงดการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นหลังจากเริ่มรักษาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากสถิติแล้วผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาไปแล้ว แต่รับการรักษาไม่ครบแล้วกลับมารักษาใหม่ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดีที่สุดจึงควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น
ผู้ป่วยวัณโรคจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?
ในขั้นตอนของการรักษานั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนในกรณีของผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียน้อย คือ ตรวจย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อวัณโรค แต่ยังมีเชื้ออยู่เมื่อนำเสมหะไปเพาะเชื้อเพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่ค่อยแพร่เชื้อ แต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐาน
การป้องกันวัณโรค
เพื่อป้องกันไม่ให้วัณโรคแพร่กระจายในสถานพยาบาล กรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาจึงออกหลักเกณฑ์ให้ตรวจคัดกรองหาเชื้อวัณโรคในบุคลากรการแพทย์ทุกคน โดยตรวจตั้งแต่ก่อนรับเข้าทำงาน และตรวจติดตามต่อเนื่องทุกปี
นอกจากสถานพยาบาลแล้ว ที่พักอาศัยบางแห่งก็มีการตรวจหาเชื้อวัณโรค เช่น บ้านพักคนชรา สมาชิกที่จะย้ายเข้ามาใหม่ทุกรายต้องได้รับการตรวจหาเชื้อวัณโรค โดยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการตรวจหาวัณโรคระยะกำเริบ
นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายได้ เช่น
•  ทำให้อากาศในอาคารถ่ายเทสะดวก เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในอาคาร
•  ติดตั้งแสงอัลตราไวโอเล็ตในบริเวณที่บุคคลซึ่งอาจมีเชื้อวัณโรคอยู่รวมกัน เพื่อฆ่าเชื้อวัณโรคในอากาศ
•  รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรคในระยะแฝงให้หายขาด ก่อนที่จะกลายเป็นการติดเชื้อในระยะกำเริบ
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อวัณโรค
ในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อวัณโรคมากมักจะใช้วัคซีน BacilleCalmette-Guerin หรือ บีซีจี (BCG) เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดรุนแรง เช่น การติดเชื้อวัณโรคที่เยื่อหุ้มสมอง แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกามักจะไม่ใช้วัคซีนชนิดนี้ แต่จะป้องกันโดยรักษาวัณโรคระยะแฝงด้วยยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) แทน เพราะพบว่าการรักษาด้วยยาสามารถป้องกันการแพร่กระจายโรคได้ดีกว่า และการฉีดวัคซีนบีซีจีไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้ดีเท่าที่ควร
คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับวัณโรค
ยาวัณโรคต้องรับประทานให้ครบ 6 เดือน ถึงแม้ว่าเราจะตรวจไม่เจอใช่ไหม
คำตอบ: ถูกต้องแล้ว การรักษาวัณโรคจำเป็นต้องใช้ยาอย่างเคร่งครัด รับประทานทุกวันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม ห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ ผู้ป่วยวัณโรคควรดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นด้วย - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)
ถ้าเราทำงานร่วมกับคนที่เป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ รวมถึงต้องกินยาอีก 6 เดือนเราสามารถปัองกันได้อย่างไร
คำตอบ: ปิดปากเวลาไอ จาม ใส่หน้ากากทั้งตัวผู้ป่วยและบุคคลใกล้ชิด ล้างมือบ่อยๆ แยกสิ่งของเครื่องใช้ สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการกินยาของผู้ป่วยเอง - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
คุณแม่ป่วยเป็นโรคปอด คุณหมอที่ ร.พ.พุทธชินราช บอกว่าคุณแม่เป็นวัณโรค พอรับประทานยารักษาเกี่ยวกับวัณโรคแล้วมีอาการข้างเคียง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ควรหยุดยาหรือทำอย่างไรดี
คำตอบ: เป็นผลข้างเคียงของยา ถ้าอาเจียนจนรับประทานไม่ได้เลยควรไปโรงพยาบาล แพทย์จะพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือช่วย - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)
คำตอบ 2: อาจจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล เนื่องจากถ้ารับประทานยาวัณโรคแล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเยอะ อาจจะมีค่าตับผิดปกติได้ ในบางรายอาจจะต้องหยุดยาที่ทำให้ค่าตับขึ้นหรือเปลี่ยนสูตรยาไปเลย แต่ยังไงก็แนะนำให้ไปตรวจยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)
คำตอบ 3: ควรรับประทานยาให้ครบตามกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา สำหรับผลข้างเคียง ถ้ามีอาการมากแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแล จะได้มีการปรับยาหรือให้ยาแก้อาการเหล่านั้น - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
กินยาวัณโรคแล้วมีผื่นขึ้น ผิดปกติหรือไม่
คำตอบ: อาจเป็นอาการแพ้ยาวัณโรค ควรงดยา แล้วรีบกลับไปพบแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนอีกครั้ง ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)
วัณโรค ถ้าเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่ อะไรเป็นพาหะที่สำคัญที่สุด
คำตอบ: วัณโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยวัณโรคกลับเป็นซ้ำได้ด้วย ขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ เช่น สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย สภาพแวดล้อม ฯลฯ ดังนั้น แม้รักษาหายขาดแล้ว แพทย์ก็จะนัดมาติดตามเป็นระยะๆ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมาก แน่นอนว่าการติดเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรงและเคยได้รับวัคซีนบีซีจี (ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถกำจัดและจัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)
คำตอบ 2: สามารถกลับมาเป็นได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือคนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ต่อเนื่องแล้วไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
คนป่วยเป็นวัณโรคบางรายที่มีอาการปวดตามข้อและมีอาการบวมร่วมด้วย สาเหตุมาจากอะไร
คำตอบ: การปวดข้อที่พบอาจเกิดจากยารักษาวัณโรคบางตัว - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
ถ้าเราต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรควัณโรคปอด และผู้ป่วยไม่ได้ปิดปากตลอดเวลา อยากทราบว่าอัตราเสี่ยงที่จะติดโรคนี้มากไหม และการจะติดเชื้อขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายเราหรือไม่
คำตอบ: ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมากจนไม่ต้องเป็นกังวล แน่นอนว่าการติดเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง และเคยได้รับวัคซีนบีซีจี (ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถกำจัดและจัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)
คำตอบ 2: ถือว่าเสี่ยงมาก ทั้งนี้การได้รับเชื้อมาอาจจะยังไม่ป่วยในทันที หากร่างกายอ่อนแอ จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมากขึ้น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
ถ้าหมอบอกว่ากำลังใกล้จะเป็นวัณโรคระยะ 3 แล้ว แสดงว่าอันตรายมากไหม รักษาหายได้อยู่หรือไม่
คำตอบ: คือระยะ Active TB หมายความว่าเป็นระยะที่แสดงอาการออกมาและสามารถแพร่เชื้อได้ วัณโรคสามารถรักษาหายได้ถ้ารับประทานยาปฏิชีวนะครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง แต่ถ้าไม่รักษาก็อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์กี่เปอร์เซ็นต์
คำตอบ: การใช้ยาวัณโรคในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรสามารถให้การรักษาเหมือนคนทั่วไป คือ 2HRZE/4HR เนื่องจาก first-line anti-TB drugs ทุกตัวปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้น streptomycin ซึ่งทำให้เกิดพิษต่อหูกับเด็กในครรภ์ได้ จึงห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตรสามารถให้นมบุตรและอยู่ร่วมกันกับบุตรได้ มารดานอกจากจะได้ยาต้านวัณโรคแล้ว ควรใช้ผ้าปิดปากเวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)
คำตอบ 2: ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์ และมีข้อจำกัดในการใช้ยาวัณโรคสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยมียาบางชนิดและยาปฏิชีวนะที่ไม่ควรจะได้รับในระหว่างตั้งครรภ์คือ กานามัยซิน Ethionamide cycloserine streptomycin amikacin Ciprofloxacin Sparfloxacin Levofloxacin Ofloxacin Capreomycin การรักษาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)


อ่านบทความเรื่องวัณโรคได้ที่นี่ https://www.honestdocs.co/tuberculosis
https://www.honestdocs.co/tuberculosis


เข้าชม : 97





Re หัวข้อ :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :


 

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยโสธร
๑๒๓ ถนนแจ้งสนิท ตำบลสำราญ  อำเภอเมือง  จังหวัดยโสธร
โทรศัพท์ ๐-๔๕๕๘-๖๐๗๐ , ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕  โทรสาร ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕
ติดต่อ webmaster : ityasonfe@gmail.com

Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05