[x] ปิดหน้าต่างนี้
 




 

  
ถ่ายเป็นเลือด
โดย : ด   เมื่อวันที่ : จันทร์ ที่ 26 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2562   


อุจจาระปนเลือด สัญญาณเตือนสุขภาพลำไส้และทวารหนัก
หลังทำธุระเสร็จ ก้มมองดูกันสักนิด เพื่อชีวิตและสุขภาพที่ดีไม่มีโรค

อุจจาระไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสนใจ เนื่องจากลักษณะและสีของอุจจาระสามารถบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอุจจาระของคุณมีเลือดปนออกมาด้วย ยิ่งแก้ไขเร็ว ความผิดปกตินั้นยิ่งมีโอกาสคลี่คลายลง หรือหายเป็นปกติได้ ดีกว่านิ่งเฉยคิดว่า เดี๋ยวมันก็หายไป เพราะบางครั้งความผิดปกตินั้นอาจรุนแรงมากกว่าที่คุณคิด
อุจจาระปนเลือดคืออะไร
อาการที่มีเลือดออกจากทวารหนักเมื่อมีการขับถ่ายอุจจาระ อาจมีอาการปวดท้อง หรือเจ็บที่บริเวณรูทวารรวมอยู่ด้วย อาการดังกล่าวพบมากพอสมควรในประเทศไทย สิ่งที่ทุกคนควรจำไว้ก็คือ การถ่ายเป็นเลือดไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อยเพราะมันเป็นสัญญาณเตือนว่า ลำไส้และทวารหนักของเรากำลังเผชิญหน้ากับโรคแทรกซ้อน หรือความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย
สาเหตุและการรักษา
การที่มีเลือดออกมาพร้อมกับการถ่ายอุจจาระนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เลือดจะเป็นตัวบ่งบอกถึงสาเหตุของความผิดปกติได้เป็นอย่างดี โดยลักษณะของเลือดืั้ปนออกมากับอุจจาระนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 จำพวก ดังนี้
1. ถ่ายปนเลือดสีแดงสด
เลือดสีแดงสดที่ถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระมักจะมีความเกี่ยวข้องกับลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
•  เลือดออกในลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วหากมีเลือดออกในลำไส้ใหญ่ เลือดมักจะมีทั้งสีแดงสดจากเลือดใหม่และมีสีแดงคล้ำ หรือลิ่มเลือดปนอยู่ด้วยจากเลือดที่ตกค้างอยู่ภายใน หากมีเลือดออกเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดท้องรวมอยู่ด้วย แนะนำให้เก็บเลือดบางส่วนไปให้แพทย์ตรวจสอบหาสาเหตุของการที่มีเลือดออกในลำไส้ใหญ่ เพื่อรับการรักษาให้ตรงจุด
•  ท้องผูก เ ลือดสีแดงสดอาจมาจากอาการท้องผูก ก้อนอุจจาระมีขนาดใหญ่และแข็ง เมื่ออุจาระจึงทำให้รูทวารได้รับการบาดเจ็บได้ หากนี่เป็นสาเหตุ บริเวณรูทวารของผู้ป่วยมักมีอาการแสบ วิธีการรักษาคือ ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักและผลไม้ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะฟักทอง มะละกอ และมะขาม
•  โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคนี้มีสาเหตุโดยตรงมาจากอาการท้องผูก อาการที่เกี่ยวข้องคือ การมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นจำนวนมากเวลาอุจจาระ โดยอาจไหลออกมาเป็นหยดๆ หรือเป็นสายเลือดเลยก็ได้ อีกทั้งยังมีอาการเจ็บและแสบมากที่บริเวณทวาร วิธีรักษา คือให้ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เมื่อเลือดไหลเป็นจำนวนมากและไม่หยุดทันทีหลังจากการขับถ่าย ผู้ป่วยควรประคบเย็นที่บริเวณทวารจนกว่าเลือดจะหยุด ในกรณีที่รู้สึกปวดบริเวณรูทวารมากๆ ให้ใช้ยาเหน็บในการรักษาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หากไม่หายดีควรไปพบแพทย์
2. ถ่ายปนเลือดสีแดงคล้ำ
การถ่ายอุจจาระปนเลือดสีแดงคล้ำ หรือสีดำ บ่งบอกถึงความผิดปกติเกี่ยวกับทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากหนึ่งในสาเหตุหลักดังนี้
•  เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก สาเหตุที่เลือดออกด้านในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กนั้นอาจเกิดจากการรับประทานอาการที่มีรสเผ็ดจัด การเป็นฝีในกระเพาะอาหาร รับประทานยาบางชนิด เช่น ยากลุ่ม NSAID หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ผู้ป่วยควรงดน้ำและอาหาร จากนั้นให้เก็บอุจจาระบางส่วนใส่ภาชนะปิดมิดชิด และนำไปให้แพทย์ตรวจสอบ หากลักษณะของอุจจาระนั้นค่อนข้างเหลว มีสีคล้ำ และผู้ป่วยมีอาการอาเจียนรวมอยู่ด้วยก่อน หรือหลังการขับถ่าย ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด
•  เลือดออกในลำไส้ใหญ่ เลือดมักจะมีทั้งสีแดงคล้ำ หรือลิ่มเลือดปนอยู่ด้วยจากเลือดที่ตกค้างอยู่ภายใน หากมีเลือดออกเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดท้องรวมอยู่ด้วย
•  โรคริดสีดวงทวารหนัก มีเลือดสีแดงคล้ำไหลออกมาเป็นจำนวนมากเวลาอุจจาระ โดยอาจไหลออกมาเป็นหยดๆ หรือเป็นสายเลือดเลยก็ได้
•  สาเหตุอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตราย เช่น การรับประทานยาบำรุงเลือด การรับประทานเลือดสัตว์ หรือการกลืนเลือดกำเดา หรือเลือดที่ออกในช่องปาก แนะนำให้หยุดพฤติกรรมเหล่านี้สักระยะเวลาหนึ่งแล้วสังเกตดูว่า ยังมีอาการถ่ายปนเลือดอยู่หรือไม่ หากยังคงมีเลือดออกแสดงว่ามีสาเหตุมาจากอย่างอื่น ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
3. ถ่ายปนลิ่มเลือด
ลิ่มเลือด หรือมูกเลือด ที่ถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระมักเกิดจากการที่มีเลือดออกมาเป็นระยะเวลาพอสมควร และมักมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพดังนี้
•  โรคมะเร็งลำไส้ แผลจากการเป็นมะเร็งทำให้มีเลือดออกในลำไส้เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ และมีลักษณะเป็นลิ่มเลือดสีเข้ม พบมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ คำแนะนำคือ ให้เก็บอุจจาระบางส่วนพร้อมเลือดไปให้แพทย์ตรวจสอบ ในกรณีนี้อาจมีการตรวจภายในรวมอยู่ด้วย
•  การติดเชื้อในลำไส้ใหญ่ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อนี้คือ โรคบิด ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการได้รับเชื้อจากแบคทีเรีย หรือพยาธิ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ถ่ายเหลวปนลิ่มเลือดสีเข้ม มีไข้ และรู้สึกอ่อนเพลีย หากการติดเชื้อนี้เกิดจากแบคทีเรีย อุจจาระจะไม่มีกลิ่นเหม็นนัก แต่หากเกิดจากพยาธิ กลิ่นของอุจจาระจะเหม็นมากคล้ายกลิ่นเหม็นเน่า วิธีการรักษาโดยเบื้องต้นผู้ป่วยสามารถรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ แต่หากยังไม่หายดีภายใน 5-7 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกต้อง
อุจจาระครั้งต่อไปควรก้มลงดูสักนิด อย่าเพิ่งรีบร้อนทำความสะอาด เพราะไม่แน่ว่า ร่างกายอาจต้องการส่งสัญญาณบางอย่างบอกคุณผ่านทางอุจจาระก็เป็นได้
อ่านบทความเรื่องถ่ายเป็นเลือดได้ที่นี่ https://www.honestdocs.co/stool-blood-signal
https://www.honestdocs.co/stool-blood-signal


เข้าชม : 36





Re หัวข้อ :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :


 

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยโสธร
๑๒๓ ถนนแจ้งสนิท ตำบลสำราญ  อำเภอเมือง  จังหวัดยโสธร
โทรศัพท์ ๐-๔๕๕๘-๖๐๗๐ , ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕  โทรสาร ๐-๔๕๕๘-๖๑๒๕
ติดต่อ webmaster : ityasonfe@gmail.com

Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05